บทความ ผลกระทบของการบินกับวิกฤติสิ่งแวดล้อม
20
Sep

ปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าการบิน หรือการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นสิ่งจำเป็นในการเดินทาง
ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจพันล้าน นิสิต นักศึกษา นักเรียน หรือประชาชนทั่วไป
เหตุเพราะค่าโดยสารในปัจจุบันโดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ มีราคาถูกมาก
ซึ่งทุกคนทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ เหตุที่เป็นที่นิยมเพราะการเดินทางโดยเครื่องบินหรือการขนส่งสินค้าทางอากาศ
ใช้เวลาน้อยกว่าการเดินทางแบบอื่น จึงถือได้ว่า อุตสาหกรรมการบินมีความเจริญเติบโตมาก
แต่อุตสาหกรรมการบินก็เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดผลกระทบ เกิดวิกฤติต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน ที่สำคัญจะมี 2 ประการ
1. ผลกระทบทางเสียงหรือมลภาวะทางเสียง (Noise Pollution) คือ มีค่าระดับของความดังของเสียง
เกินกว่าระดับที่ร่างกายมนุษย์จะรับได้ ทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ความเป็นอยู่ประจำวัน
และเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ
2. ผลกระทบอันเกิดจากไอเสียของเครื่องบิน (Aircraft Engine Emissions) โดยไอเสียที่เครื่องบินปล่อยออกมาส่วนใหญ่
คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
และทำให้คุณภาพของอากาศเปลี่ยนไป (Climate Change)
ผลกระทบทางเสียงหรือมลภาวะทางเสียงที่เกิดจากเครื่องบิน ปัจจุบันได้มีมาตรการป้องกันมลภาวะทางเสียง
หลายรูปแบบ เช่น ห้ามนำเครื่องบินบางรุ่นที่มีเสียงมาใช้บริการ การกำหนดช่วงเวลาบิน เช่น เที่ยวบินรอบดึก
ซึ่งมีผู้โดยสารใช้บริการน้อย การกำหนดเส้นทางบินให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนน้อยที่สุด
จะเห็นได้ว่า มาตรการป้องกันผลกระทบทางเสียงสามารถแก้ไขได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ
ที่เกิดจากเครื่องบิน คือ ผลกระทบซึ่งเกิดจากไอเสียของเครื่องบินที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2)
และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ สู่บรรยากาศโลก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและเกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases)
ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก
โดยปกติก๊าซที่ปล่อยออกมาจากเครื่องบินที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases Emissions)
ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2), ออกไซด์ของไนโตรเจน (Nox), ไอน้ำและอนุภาคอื่นๆ
และจากการที่เครื่องบินปล่อยก๊าซดังกล่าวออกมา จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องออกมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อม
เช่น คณะมนตรีท่าอากาศยานระหว่างประเทศ (Airports Council International – ACI) ,
องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization)
นอกจากนี้ยังมีการประชุมลงนามร่วมมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น พิธีสารเกียวโต (Tokyo Protocol),
การลงนามสนธิสัญญาแก้ปัญหาโลกร้อนกรุงปารีส 2015
โดยการร่วมมือดังกล่าว เป็นการช่วยแก้ปัญหาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ของโลกเป็นอย่างมาก แต่มีนักวิชาการบางหน่วยงานได้ให้คำแนะนำว่า
ถ้าเป็นไปได้ ควรเลิกเดินทางโดยเครื่องบิน หรือลดการเดินทางโดยเครื่องบินให้น้อยลง
การลดการเดินทางโดยเครื่องบินให้น้อยลงอาจจะทำได้ แต่จะให้เลิกเดินทางโดยเครื่องบินโดยสิ้นเชิง
คงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่ โดยปัจจุบันได้มีการทดแทนการเดินทางโดยเครื่องบินด้วยวิธีอื่นๆ
เช่น โดรนแท็กซี่ ซี่งจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาน้อยกว่าเครื่องบิน แต่มีข้อจำกัด คือ
เดินทางได้ในระยะสั้นๆ หรือเครื่องบินใช้พลังงานไฟฟ้าและโซล่าเซลล์ แต่ก็ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบ
ทั้งนี้ทีมนักวิจัยของ BBC ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องดังกล่าว ก็มีข้อเสนอที่คาดว่า
จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกได้บ้าง เช่น
1. ให้สายการบินจัดเส้นทางการบินแบบบินตรง โดยไม่ต้องมีจุดแวะพัก เพราะการบินขึ้นและลง
จอดจะเป็นช่วงที่ใช้พลังงานเชื้อเพลงมากที่สุด และจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากที่สุด
หากบินตรงโดยไม่หยุดพัก ก็จะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง
2. สายการบินควรมีแต่ชั้นประหยัดเพราะมีที่นั่งจำนวนมาก ทำให้การบินแต่ละเที่ยวบิน
สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้จำนวนมาก (BBC คงลืมนึกถืงเรื่องน้ำหนักบรรทุก
หากบรรทุกมากก็ต้องใช้น้ำมันเป็นจำนวนมากในการนำเครื่องบินบินขึ้น
และเครื่องบินก็จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจำนวนมากเช่นกัน)
3. ควรเดินทางให้มีสัมภาระน้อยที่สุด เพราะยิ่งนำสิ่งของไปมาก
ก็จะทำให้เครื่องบินมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และต้องใช้น้ำมันมากขึ้น
ควรเลือกสิ่งของที่ชิ้นเล็กและมีน้ำหนักเบา
4. ตรวจสอบคุณภาพสายการบินว่า ใช้เครื่องบินรุ่นที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือไม่
ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตเครื่องบินทำวิจัยและผลิตเครื่องบินที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นส่วนมาก
5. ชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเที่ยวบินนั้น หรือเรียกว่า
การเรียกเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) จากสายการบินที่ทำการบินในแต่ละเที่ยวบิน
พูดแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ เมื่อเราสร้างก๊าซคาร์บอน เราก็ควรหาทางลดคาร์บอน เช่น
การบริจาคเงินจำนวนหนึ่งไปให้คนอื่นช่วยทำการเรื่องลดคาร์บอนแทนเรา
หลายประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม EU ให้ความร่วมมือในมาตรการดังกล่าว แต่ประเทศใหญ่ๆ บางประเทศ
กลับไม่ให้ความร่วมมือในมาตรการดังกล่าว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย
จะเห็นได้ว่าก๊าซที่ปล่อยออกมาจากเครื่องบินนั้น นอกจากจะทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
หรือก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันแล้ว ผลตามมาจากการเกิดภาวะโลกร้อนหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ก็คือ อากาศแปรปรวนไปจากเดิม เกิดสภาพอากาศปั่นป่วนไปทั่วโลก หลายประเทศเกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง
เช่น น้ำท่วม พายุเฮอริเคน ฝนตกหนัก หรือบางประเทศที่ไม่น่าจะมีหิมะตกก็เกิดมีหิมะ
เช่น ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งอากาศแปรปรวนที่เกิดจากสภาวะโลกร้อน
ก็กำลังส่งผลกระทบต่อการบินในปัจจุบันบ่อยครั้ง จากสภาพอากาศแปรปรวน
ทำให้เครื่องบินเกิดการตกหลุมอากาศบ่อยครั้งขึ้น และเกิดขึ้นในทุกระดับชั้นความสูง
อาจทำให้เครื่องบินเสียการควบคุมร่วงหล่นจากเพดานบินปกติ และอาจเกิดอันตรายต่อผู้ที่อยู่บนเครื่องบินได้
โดยสภาพอากาศแปรปรวนถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการบิน ได้แก่ Clear Air Turbulance – CAT
หรือหลุมอากาศที่เกิดจากกระแสลมปั่นป่วนอย่างรุนแรงที่ระดับความสูงเดียวกับเพดานบินของเครื่องบินโดยสาร
ลักษณะของหลุมอากาศชนิดนี้ เรดาร์บนเครื่องบินไม่สามารถตรวจจับได้ อากาศจะมีสภาพแจ่มใส
แต่อาจเกิดความปั่นป่วนของกระแสลมได้ตลอดเวลา หากจะติดตั้งเรดาร์แบบตรวจจับ
จะมีราคาแพงและน้ำหนักมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคของเครื่องบิน จึงไม่ค่อยนิยมใช้ความรุนแรง
ของหลุมอากาศที่เกิดจากกระแสลมแปรปรวน หรือ Clear Air Turbulance – CAT
นั้น สำนักอุตุนิยมวิทยาได้แบ่งเป็น 4 ระดับ
1. ความรุนแรงเล็กน้อย (Light) ทำให้ผู้โดยสารต้องรัดเข็มขัด นั่งอยู่กับที่นั่ง สิ่งของต่างๆ
ในเครื่องบินต้องเก็บให้เรียบร้อย
2. ความรุนแรงปานกลาง (Moderate) ทำให้ผู้โดยสารต้องรัดเข็มขัด และผู้โดยสารอาจถูกโยนตัวขึ้น
เป็นครั้งคราวแม้จะรัดเข็มขัด สิ่งของต่างๆ ในเครื่องบินอาจเคลื่อนที่ได้
3. ความรุนแรงมาก (Severe) สภาพปั่นป่วนทำให้นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องบินได้ขณะหนึ่ง
ผู้โดยสารถูกโยนตัวขึ้นลงอย่างรุนแรงขณะรัดเข็มขัด สิ่งของต่างๆ ในเครื่องบินอาจถูกโยนลอยขึ้นในอากาศได้
4. รุนแรงมากที่สุด (Extreme) สภาพความปั่นป่วนระดับนี้พบน้อยมาก
ตัวเครื่องบินถูกโยนขึ้นลงอย่างรุนแรงมาก นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องบินได้
อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องบิน
เหตุการณ์จากสภาพอากาศแปรปรวนดังกล่าวได้เล่นงานเครื่องบินของหลายสายการบิน
ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ สายการบิน แอร์ แคนาดา ที่ใช้เครื่องบินแบบ Boeing 777-200
มีผู้โดยสาร 269 คน และลูกเรือ 15 คน ก็เจอสภาพอากาศแปรปรวนดังกล่าว
เครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างฉับพลันที่ระดับความสูง 36,000 ฟุต
เหตุเกิดขณะท้องฟ้าสดใส เรดาร์เครื่องบินจับสัญญาณไม่ได้
ผู้โดยสารบางคนที่ไม่ได้คาดเข็มขัดได้หลุดจากเก้าอี้นั่งและกระดอนขึ้นไปชนกับเพดาน
สายออกซิเจนหลุดออกมา ผู้โดยสารหลายสิบคนถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อเครื่องบินลงจอด
จะเห็นได้ว่า วิกฤติต่างๆ ที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมของโลก ไม่ว่าภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจก
ซึ่งสาเหตุนอกจากมาจากการปล่อยก๊าซต่างๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ ยานพาหนะต่างๆ
หรืออุปกรณ์ทำความเย็นแล้ว การบินก็มีส่วนในการปล่อยก๊าซดังกล่าว
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติต่อสิ่งแวดล้อมมากไปกว่านี้ ทุกคนทุกภาคส่วนควรหันมาให้ความสนใจ
ในการลดวิกฤติการณ์ดังกล่าวให้มากขึ้น โดยเฉพาะด้านการบิน ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาปรับปรุงเครื่องยนต์
ของเครื่องบินให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาให้น้อยที่สุด
ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไข และเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม
ให้อยู่ในภาวะที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขต่อไป
บทความโดย ผศ.ธนกร ณรงค์วานิช thanakorn.na@spu.ac.th
วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
อ้างอิงจาก https://talk.mthai.com/pr/483672.html และ http://konkao.net/read.php?id=35818
ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจพันล้าน นิสิต นักศึกษา นักเรียน หรือประชาชนทั่วไป
เหตุเพราะค่าโดยสารในปัจจุบันโดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ มีราคาถูกมาก
ซึ่งทุกคนทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ เหตุที่เป็นที่นิยมเพราะการเดินทางโดยเครื่องบินหรือการขนส่งสินค้าทางอากาศ
ใช้เวลาน้อยกว่าการเดินทางแบบอื่น จึงถือได้ว่า อุตสาหกรรมการบินมีความเจริญเติบโตมาก
แต่อุตสาหกรรมการบินก็เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดผลกระทบ เกิดวิกฤติต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน ที่สำคัญจะมี 2 ประการ
1. ผลกระทบทางเสียงหรือมลภาวะทางเสียง (Noise Pollution) คือ มีค่าระดับของความดังของเสียง
เกินกว่าระดับที่ร่างกายมนุษย์จะรับได้ ทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ความเป็นอยู่ประจำวัน
และเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ
2. ผลกระทบอันเกิดจากไอเสียของเครื่องบิน (Aircraft Engine Emissions) โดยไอเสียที่เครื่องบินปล่อยออกมาส่วนใหญ่
คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
และทำให้คุณภาพของอากาศเปลี่ยนไป (Climate Change)
ผลกระทบทางเสียงหรือมลภาวะทางเสียงที่เกิดจากเครื่องบิน ปัจจุบันได้มีมาตรการป้องกันมลภาวะทางเสียง
หลายรูปแบบ เช่น ห้ามนำเครื่องบินบางรุ่นที่มีเสียงมาใช้บริการ การกำหนดช่วงเวลาบิน เช่น เที่ยวบินรอบดึก
ซึ่งมีผู้โดยสารใช้บริการน้อย การกำหนดเส้นทางบินให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนน้อยที่สุด
จะเห็นได้ว่า มาตรการป้องกันผลกระทบทางเสียงสามารถแก้ไขได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ
ที่เกิดจากเครื่องบิน คือ ผลกระทบซึ่งเกิดจากไอเสียของเครื่องบินที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2)
และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ สู่บรรยากาศโลก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและเกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases)
ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก
โดยปกติก๊าซที่ปล่อยออกมาจากเครื่องบินที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases Emissions)
ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2), ออกไซด์ของไนโตรเจน (Nox), ไอน้ำและอนุภาคอื่นๆ
และจากการที่เครื่องบินปล่อยก๊าซดังกล่าวออกมา จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องออกมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อม
เช่น คณะมนตรีท่าอากาศยานระหว่างประเทศ (Airports Council International – ACI) ,
องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization)
นอกจากนี้ยังมีการประชุมลงนามร่วมมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น พิธีสารเกียวโต (Tokyo Protocol),
การลงนามสนธิสัญญาแก้ปัญหาโลกร้อนกรุงปารีส 2015
โดยการร่วมมือดังกล่าว เป็นการช่วยแก้ปัญหาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ของโลกเป็นอย่างมาก แต่มีนักวิชาการบางหน่วยงานได้ให้คำแนะนำว่า
ถ้าเป็นไปได้ ควรเลิกเดินทางโดยเครื่องบิน หรือลดการเดินทางโดยเครื่องบินให้น้อยลง
การลดการเดินทางโดยเครื่องบินให้น้อยลงอาจจะทำได้ แต่จะให้เลิกเดินทางโดยเครื่องบินโดยสิ้นเชิง
คงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่ โดยปัจจุบันได้มีการทดแทนการเดินทางโดยเครื่องบินด้วยวิธีอื่นๆ
เช่น โดรนแท็กซี่ ซี่งจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาน้อยกว่าเครื่องบิน แต่มีข้อจำกัด คือ
เดินทางได้ในระยะสั้นๆ หรือเครื่องบินใช้พลังงานไฟฟ้าและโซล่าเซลล์ แต่ก็ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบ
ทั้งนี้ทีมนักวิจัยของ BBC ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องดังกล่าว ก็มีข้อเสนอที่คาดว่า
จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกได้บ้าง เช่น
1. ให้สายการบินจัดเส้นทางการบินแบบบินตรง โดยไม่ต้องมีจุดแวะพัก เพราะการบินขึ้นและลง
จอดจะเป็นช่วงที่ใช้พลังงานเชื้อเพลงมากที่สุด และจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากที่สุด
หากบินตรงโดยไม่หยุดพัก ก็จะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง
2. สายการบินควรมีแต่ชั้นประหยัดเพราะมีที่นั่งจำนวนมาก ทำให้การบินแต่ละเที่ยวบิน
สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้จำนวนมาก (BBC คงลืมนึกถืงเรื่องน้ำหนักบรรทุก
หากบรรทุกมากก็ต้องใช้น้ำมันเป็นจำนวนมากในการนำเครื่องบินบินขึ้น
และเครื่องบินก็จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจำนวนมากเช่นกัน)
3. ควรเดินทางให้มีสัมภาระน้อยที่สุด เพราะยิ่งนำสิ่งของไปมาก
ก็จะทำให้เครื่องบินมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และต้องใช้น้ำมันมากขึ้น
ควรเลือกสิ่งของที่ชิ้นเล็กและมีน้ำหนักเบา
4. ตรวจสอบคุณภาพสายการบินว่า ใช้เครื่องบินรุ่นที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือไม่
ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตเครื่องบินทำวิจัยและผลิตเครื่องบินที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นส่วนมาก
5. ชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเที่ยวบินนั้น หรือเรียกว่า
การเรียกเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) จากสายการบินที่ทำการบินในแต่ละเที่ยวบิน
พูดแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ เมื่อเราสร้างก๊าซคาร์บอน เราก็ควรหาทางลดคาร์บอน เช่น
การบริจาคเงินจำนวนหนึ่งไปให้คนอื่นช่วยทำการเรื่องลดคาร์บอนแทนเรา
หลายประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม EU ให้ความร่วมมือในมาตรการดังกล่าว แต่ประเทศใหญ่ๆ บางประเทศ
กลับไม่ให้ความร่วมมือในมาตรการดังกล่าว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย
จะเห็นได้ว่าก๊าซที่ปล่อยออกมาจากเครื่องบินนั้น นอกจากจะทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
หรือก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันแล้ว ผลตามมาจากการเกิดภาวะโลกร้อนหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ก็คือ อากาศแปรปรวนไปจากเดิม เกิดสภาพอากาศปั่นป่วนไปทั่วโลก หลายประเทศเกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง
เช่น น้ำท่วม พายุเฮอริเคน ฝนตกหนัก หรือบางประเทศที่ไม่น่าจะมีหิมะตกก็เกิดมีหิมะ
เช่น ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งอากาศแปรปรวนที่เกิดจากสภาวะโลกร้อน
ก็กำลังส่งผลกระทบต่อการบินในปัจจุบันบ่อยครั้ง จากสภาพอากาศแปรปรวน
ทำให้เครื่องบินเกิดการตกหลุมอากาศบ่อยครั้งขึ้น และเกิดขึ้นในทุกระดับชั้นความสูง
อาจทำให้เครื่องบินเสียการควบคุมร่วงหล่นจากเพดานบินปกติ และอาจเกิดอันตรายต่อผู้ที่อยู่บนเครื่องบินได้
โดยสภาพอากาศแปรปรวนถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการบิน ได้แก่ Clear Air Turbulance – CAT
หรือหลุมอากาศที่เกิดจากกระแสลมปั่นป่วนอย่างรุนแรงที่ระดับความสูงเดียวกับเพดานบินของเครื่องบินโดยสาร
ลักษณะของหลุมอากาศชนิดนี้ เรดาร์บนเครื่องบินไม่สามารถตรวจจับได้ อากาศจะมีสภาพแจ่มใส
แต่อาจเกิดความปั่นป่วนของกระแสลมได้ตลอดเวลา หากจะติดตั้งเรดาร์แบบตรวจจับ
จะมีราคาแพงและน้ำหนักมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคของเครื่องบิน จึงไม่ค่อยนิยมใช้ความรุนแรง
ของหลุมอากาศที่เกิดจากกระแสลมแปรปรวน หรือ Clear Air Turbulance – CAT
นั้น สำนักอุตุนิยมวิทยาได้แบ่งเป็น 4 ระดับ
1. ความรุนแรงเล็กน้อย (Light) ทำให้ผู้โดยสารต้องรัดเข็มขัด นั่งอยู่กับที่นั่ง สิ่งของต่างๆ
ในเครื่องบินต้องเก็บให้เรียบร้อย
2. ความรุนแรงปานกลาง (Moderate) ทำให้ผู้โดยสารต้องรัดเข็มขัด และผู้โดยสารอาจถูกโยนตัวขึ้น
เป็นครั้งคราวแม้จะรัดเข็มขัด สิ่งของต่างๆ ในเครื่องบินอาจเคลื่อนที่ได้
3. ความรุนแรงมาก (Severe) สภาพปั่นป่วนทำให้นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องบินได้ขณะหนึ่ง
ผู้โดยสารถูกโยนตัวขึ้นลงอย่างรุนแรงขณะรัดเข็มขัด สิ่งของต่างๆ ในเครื่องบินอาจถูกโยนลอยขึ้นในอากาศได้
4. รุนแรงมากที่สุด (Extreme) สภาพความปั่นป่วนระดับนี้พบน้อยมาก
ตัวเครื่องบินถูกโยนขึ้นลงอย่างรุนแรงมาก นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องบินได้
อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องบิน
เหตุการณ์จากสภาพอากาศแปรปรวนดังกล่าวได้เล่นงานเครื่องบินของหลายสายการบิน
ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ สายการบิน แอร์ แคนาดา ที่ใช้เครื่องบินแบบ Boeing 777-200
มีผู้โดยสาร 269 คน และลูกเรือ 15 คน ก็เจอสภาพอากาศแปรปรวนดังกล่าว
เครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างฉับพลันที่ระดับความสูง 36,000 ฟุต
เหตุเกิดขณะท้องฟ้าสดใส เรดาร์เครื่องบินจับสัญญาณไม่ได้
ผู้โดยสารบางคนที่ไม่ได้คาดเข็มขัดได้หลุดจากเก้าอี้นั่งและกระดอนขึ้นไปชนกับเพดาน
สายออกซิเจนหลุดออกมา ผู้โดยสารหลายสิบคนถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อเครื่องบินลงจอด
จะเห็นได้ว่า วิกฤติต่างๆ ที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมของโลก ไม่ว่าภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจก
ซึ่งสาเหตุนอกจากมาจากการปล่อยก๊าซต่างๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ ยานพาหนะต่างๆ
หรืออุปกรณ์ทำความเย็นแล้ว การบินก็มีส่วนในการปล่อยก๊าซดังกล่าว
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติต่อสิ่งแวดล้อมมากไปกว่านี้ ทุกคนทุกภาคส่วนควรหันมาให้ความสนใจ
ในการลดวิกฤติการณ์ดังกล่าวให้มากขึ้น โดยเฉพาะด้านการบิน ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาปรับปรุงเครื่องยนต์
ของเครื่องบินให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาให้น้อยที่สุด
ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไข และเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม
ให้อยู่ในภาวะที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขต่อไป
บทความโดย ผศ.ธนกร ณรงค์วานิช thanakorn.na@spu.ac.th
วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
อ้างอิงจาก https://talk.mthai.com/pr/483672.html และ http://konkao.net/read.php?id=35818